ชื่อผู้ใช้งาน: รหัสผ่าน:

ผู้เขียน หัวข้อ: รวบรวมแนวข้อสอบตำรวจชั้นประทวน วุฒิม.6 ฉบับล่าสุด  (อ่าน 9688 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Tutor

  • Global Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 283


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดรับสมัครตำรวจชั้นประทวน วุฒิม.6 รวม 1,700 อัตรา

ประกาศรับสมัครงาน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับสมัครและคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้เป็นทหารกองหนุนที่เคยรับราชการในกองประจำการ และอาสาสมัครทหารพราน เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ดำรงตำแหน่งในสังกัดศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภายใต้ พ.ศ. 2555 โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมัครสอบตำรวจชั้นประทวน วุฒิม.6

ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่หรือเทียบผู้บังคับหมู่ สายงานปฏิบัติการป้องกันปราบปราม (เพศชาย)

คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

เป็นผู้สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า โดยต้องสำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติวุฒิการศึกษาจากสถานศึกษานั้น ๆ ภายในวันปิดรับสมัคร (วันที่ 31 ตุลาคม 2555)
คุณวุฒิการศึกษาที่ใช้ในการสมัครคัดเลือกดังกล่าว ต้องเป็นคุณวุฒิการศึกษาที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หรือที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ได้รับรองไว้แล้ว และถ้ามีวุฒิสูงกว่าที่กำหนดจะนำมาเรียกร้องสิทธิใด ๆ มิได้
วิธีการรับสมัครงาน

สำหรับผู้สนใจสมัครสอบตำรวจชั้นประทวน ตามประกาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดรับสมัครตำรวจชั้นประทวน วุฒิม.6 รวม 1,700 อัตรา สามารถสมัครทางอินเตอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.policeadmission.org ตั้งแต่วันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2555 (ตลอด 24 ชั่วโมง) ยกเว้นวันที่ 31 ตุลาคม 2555 (วันสุดท้ายของการรับสมัคร) จะเปิดรับสมัครถึงเวลา 16.30 น. หน่วยที่รับผิดชอบดำเนินการ คือ ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์ปฏิบัติการตรำวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เลขที่ 53 ถนนสุขยางค์ ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

         

จำหน่ายเอกสารข้อสอบพลตำรวจ สายงานป้องกันปราบปราม 
รวมทุกอย่างที่ออกข้อสอบ รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ  และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก
ประกอบด้วย
- ข้อสอบความรู้ความสามารถทั่วไปทางคณิตศาสตร์
- ข้อสอบวิชาภาษาไทย
- แนวข้อสอบจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิต 
- แนวข้อสอบวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น
- ข้อสอบวิชาวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้
- เกี่ยวกับศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

จำหน่ายไฟล์เอกสารแนวข้อสอบเอกสารติวข้อสอบ
ใหม่ล่าสุดที่กำลังเปิดสอบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปติวและเวลาไปหาซื้อหนังสือ
เป็นไฟล์เอกสารส่งทาง e-mail สามารถนำไปปริ้นเพื่นอ่านได้เลยในราคาเพียง ชุดละ399 บาท
ส่งทันทีรวดเร็ว ได้อ่านสอบเร็วไม่ต้องรอ รวบรวมจากหนังสือมากกว่าสิบเล่ม
และรุ่นพี่ที่สอบได้จากสนามสอบจริง
รายละเอียดภายในไฟล์ประกอบด้วย แนวข้อสอบทุกวิชาที่ใช้สอบของแต่ละหน่วยงาน
รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก พร้อมเฉลยยยยยยยยย

สนใจสั่งซื้อมาที่  [ 081-871-5000 WhatsApp / Line] ,สำรอง 085-744-4488
( ฺฺBB PIN : 28160442 ) ( face book : Sheetthai )
กรุณาชำระค่าสินค้าและบริการเลขที่บัญชี 466-2-22424-9 จักริน รุ่งกิจธนโชติ
ธ.กสิกรไทย สาขามิตรภาพ ขอนแก่น ออมทรัพย์
โอนเงินแล้วโทรแจ้ง ที่โทร 081-871-5000
หรือแจ้งที่่ diamondclub@hotmail.com
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sheetthai.com


 :7: :7: :7: :7: :7: :7: :7: :7:

สรุป พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

พรบ.ตำรวจแห่งชาติ

ชื่อ.......................................................พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
ให้ไว้ ณ วันที่......................................๑๓ มกราคม ๒๕๔๗
เป็นปีที่................................................๕๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยคำแนะนำและยินยอมของ............รัฐสภา
วันใช้บังคับ.........................................ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(ประกาศ ๑๔ ก.พ. ๒๕๔๗)
ยกเลิก..................................................กฎหมาย ๑๗ ฉบับ
ข้าราชการตำรวจ.................................บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตาม พรบ.นี้ โดยได้รับ เงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนใน สตช. และหมายรวมถึงข้าราชการใน สตช. ซึ่ง สตช. แต่งตั้ง หรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
ประธานกรรมการหมายถึง...................ประธาน ก.ต.ช.
กรรมการหมายถึง.................................ก.ต.ช.
กองทุนหมายถึง....................................กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา
กองบัญชาการ......................................รวมถึงส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกอง บัญชาการด้วย
กองบังคับการ...................................รวมถึงส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกองบังคับการด้วย
ผู้รักษาการตาม พรบ.นี้........................นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี.....................................มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติตาม พรบ.นี้
กฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ.นี้..........เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

ลักษณะที่ ๑ บททั่วไป

สตช. อยู่ในบังคับบัญชาของ...............นายกรัฐมนตรี
สตช. มีอำนาจหน้าที่...........................
(๑)รักษา
(๒)ดูแลควบคุม วิ อาญา
(๓)ป้องกัน อาญา
(๔)เรียบร้อย/ปลอดภัย/มั่นคง
(๕)อื่น
(๖)ช่วยเหลือ(นายก)
(๗)ส่งเสริมสนับสนุน (๑),(๒),(๓),(๔),(๕)
การที่จะโอนอำนาจหน้าที่ตาม (๓) (๔) (๕) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดอาญา ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น.....................ให้ตราเป็น พรฎ. และให้ถือว่า พนง.เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พงส. ปค.หรือ ตร.ผู้ใหญ่ ตาม วิ อาญา
ให้ สตช. .............................................ส่งเสริมท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วม รปภ.ปชช. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต.ช. กำหนด
ให้แบ่งตำรวจเป็นประเภทที่ไม่มียศได้.............โดยให้ตราเป็น พรฎ.
พรฏ.ที่เกี่ยวกับตำรวจไม่มียศ............................ไม่มีผลกระทบฐานะของตำรวจที่มียศอยู่แล้วในวันที่ พรฎ. มีผลบังคับใช้
วัน เวลาทำงาน วันหยุด การลาหยุด...................ให้เป็นไปตามที่คณะรัมนตรีกำหนด
ในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่..........ก.ต.ช. จะกำหนดให้แตกต่างไปจากที่คณะรัฐมนตรีกำหนดก็ได้
ลักษณะที่ ๒ การจัดระเบียบราชการใน สตช.

สตช. แบ่งส่วนราชการเป็น....................................
(๑) สนง.ผบ.ตร.
(๒) กองบัญชาการ
การแบ่งส่วนราชการตาม(๑) เป็นกองบัญชาการ หรือการจัดตั้งกองบัญชาการ........ให้ตราเป็น พรฎ.
การแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่น...........ให้ออกเป็น กฎกระทรวง
หัวหน้าส่วนราชการ สตช. คือ....................ผบ.ตร.
ผบ.ตร.มีอำนาจหน้าที่.................................
(๑)รับผิดชอบควบคุม ให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางที่ นายก และ ก.ต.ช. กำหนด
(๒)เป็นผู้บังคับบัญชาของ ตร. รองจากนายก
(๓)รับผิดชอบ
(๔)วางระเบียบ ตาม กม.วิ หรือ กม.อื่น
ให้จเรตำรวจแห่งชาติ ,รอง ผบ.ตร. ,ผู้ช่วย ผบ.ตร..........เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจรองจาก ผบ.ตร. ตามที่ ผบ.ตร.กำหนดหรือมอบหมาย
ในกองบัญชาการ.........................ให้มีผู้บัญชาการเป็นผู้บังคับบัญชา และจะให้มี รอง ผบช.ก็ได้
ผู้บัญชาการมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ.............
(๑)บริหารให้เป็นตามประกาศของทางราชการ / ก.ต.ช. / ก.ตร. และ สตช.
(๒)ควบคุม ให้เป็นตามประกาศของทางราชการ / ก.ต.ช. / ก.ตร. และ สตช.
(๓)เป็นผู้แทน ของ สตช.
(๔)รายงานผลการปฏิบัติต่อ ผบ.ตร.ทุก ๔ เดือน หรือตามระยะที่ ผบ.ตร.กำหนด
(๕)หน้าที่อื่น ตาม กม. ระเบียบ บังคับ ประกาศของทางราชการ / ก.ต.ช. / ก.ตร. และ สตช.
ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ บังคับ คำสั่ง มติ ครม. กำหนดให้เป็นอำนาจของอธิบดี หรือผบ.ตร....................................ให้ผู้บัญชาการมีอำนาจเช่นนั้นในฐานะอธิบดี หรือ แทนผบ.ตร.ในส่วนกองบัญชาการ ตาม ก.ต.ช. กำหนด
ผู้บังคับการมีอำนาจและหน้าที่..............................
(๑)บริหาร
(๒)ควบคุม
(๓)หน้าที่อื่น
ผู้บังคับการให้มีอำนาจสั่งการหรือยับยั้งการกระทำใดๆที่เห็นว่าไม่ชอบของข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดนั้นๆ.....................แล้วรายงาน สตช. และ บช. ตามหลักเกณฑ์ที่ สตช.กำหนด

ลักษณะที่ ๓ ก.ต.ช.

ก.ต.ช.มีอำนาจหน้าที่...........กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ และกำกับดูแล สตช. ให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบ มติ ครม. และ กฎหมาย
ก.ต.ช. ประกอบด้วย...............
(๑) นายกเป็นประธาน รมต.มท. รมต.ยธ. ปลัด มท. ปลัด ยธ. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ ผบ.ตร. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯจากบุคคลซึ่งสรรหาโดยกรรมการตาม (๑)
เลขานุการ ก.ต.ช....................ให้ประธานแต่งตั้งข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ท. ขึ้นไปคนหนึ่ง โดยคำแนะนำของ ผบ.ตร.
ผู้ช่วยเลขานุการ ก.ต.ช...................ให้ประธานแต่งตั้งข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ต.ขึ้นไป ไม่เกิน ๒ คน โดยคำแนะนำของ ผบ.ตร.
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตาม (๒)......ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ต.ช.
รายชื่อ กรรมการ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ................ให้นายกประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย...................................
(๑) ออกระเบียบ ให้เป็นไปตามที่ ก.ต.ช. กำหนด (ประกาศในราชกิจจาฯ)
(๒)เสนอแนะให้มีการตรา พรฏ.เรื่องการโอนอำนาจให้หน่วยงานอื่นปฏิบัติ
(๓)คัดเลือก เพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตามที่นายกเสนอ
(๔)กำหนดกระบวนการกระจายอำนาจ
(๕)แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
(๖)ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย และให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ
(๗)ปฏิบัติหน้าที่อื่น ตาม ครม.มอบหมาย หรือตามกฎหมายกำหนดไว้เป็นอำนาจหน้าที่
ของ ก.ต.ช.
กรรมการ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิต้องมี......................ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านกฎหมาย การงบประมาณ การพัฒนาองค์กร หรือการบริหารและจัดการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้.................(ม.๒๐)
(๑)มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
(๒)มีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี บริบูรณ์
(๓)ไม่เป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาข้าราชการการเมืองหรือที่ปรึกษา สส. หรือ สว.ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่
(๔)ไม่มีตำแหน่งในพรรคการเมือง
(๕)ไม่เป็นคนไร้ความสามมารถ เสมือนไร้ความสามารถ วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖)ไม่เป็นคนล้มละลาย
(๗)ไม่เคยได้รับโทษจำคุก เว้นแต่ประมาทหรือลหุโทษ
(๘)ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก ให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ
(๙)ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๑๐)ไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่ง......................คราวละ ๔ ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากหน้าที่..................ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับสรรหาใหม่เข้ารับหน้าที่
นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้วกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแน่งเมื่อ......................
(๑)ตาย
(๒)มีอายุครบ ๗๐ ปีบริบูรณ์
(๓)ขากคุณสมบัติตาม ม.๒๐
(๔)ก.ต.ช. มีมติ ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสีย
กรรมการผู้ทรงฯพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้ดำเนินการสรรหาเว้นแต่.........วาระการดำรงตำแหน่งจะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ในกรณีนี้จะไม่ดำเนินการสรรหาก็ได้
กรรมการผู้ทรงฯ............................ให้ดำรงตำแหน่งแทนเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
องค์ประชุม ก.ต.ช...........................ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง
ถ้าประธานไม่มาหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้.........ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน
ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง..........จะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้
ก.ต.ช. มีอำนาจ..................ออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุมและการลงมติ ก.ต.ช. /คณะอนุกรรมการ / กรรมการ

ลักษณะที่ ๔ ยศและชั้นข้าราชการตำรวจ

ยศตำรวจมี................................. ๑๔ ลำดับ (ส.ต.ต. ถึง พล.ต.อ.)
ชั้นข้าราชการตำรวจมี................... ๓ ชั้น (๑)สัญญาบัตร (๒)ประทวน (๓)พลตำรวจ
การแต่งตั้งยศตำรวจสัญญาบัตร..........เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
การแต่งตั้งยศตำรวจสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ.................อาจกระทำได้โดยประกาศพระบรมราชโองการ
ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งยศสัญญาบัตรจะแต่งตั้งว่าที่ยศชั้นสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราว โดยให้ผู้มีอำนาจต่อไปนี้แต่งตั้ง............................
(๑) ว่าที่ยศ ร.ต.ต. ถึง พ.ต.อ. ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้แต่งตั้ง
(๒) ว่าที่ยศ พล.ต.ต. ขึ้นไป ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง
การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวน....................ให้ ผบ.ตร.หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับ ผบช.ขึ้นไป ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. เป็นผู้แต่งตั้ง ตามหลักเกณฑ์ ก.ตร.
การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวนเป็นกรณีพิเศษ..............................ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้แต่งตั้ง ตามหลักเกณฑ์ ก.ตร.
การถอด หรือ การออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร...........ให้เป็นไปตามระเบียบ สตช. และโดยประกาศพระบรมราชโองการ
การให้ออกจากว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือการถอด หรือการออกจากยศตำรวจชั้นประทวน
ให้ผู้มีอำนาจต่อไปนี้............................
(๑) ยศตำรวจชั้นประทวน ให้ ผบ.ตร. หรือ ผบช. เป็นผู้สั่ง
(๑) ว่าที่ยศ ร.ต.ต. ถึง พ.ต.อ. ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้สั่ง
(๒) ว่าที่ยศ พล.ต.ต. ขึ้นไป ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่ง
สั่งได้ตามระเบียบ สตช.

ลักษณะที่ ๕ ก.ตร.

ก.ตร.ประกอบด้วย..................
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ , เลขาธิการ ก.พ. , ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ , รอง ผบ.ตร. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งโปรดเกล้าแต่งตั้ง จากผุ้ซึ่งได้รับคัดเลือก
ก.ตร.ผู้ทรงฯ ประกอบด้วย..................(มาตรา ๓๐ (๒))
(ก) ผู้ที่เคยรับราชการเป็นตำรวจในตำแหน่ง ผบช. หรือเทียบเท่า ขึ้นไป จำนวน ๕ คน แต่ต้องพ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วเกิน ๑ ปี
(ข) ผู้ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจ จำนวน ๖ คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อาชญาวิทยา และงานยุติธรรม หรือ สาขาอื่นตามที่ ก.ตร.กำหนด สาขาละ ไม่เกิน ๑ คน
เว้นแต่ถ้ามี รอง ผบ.ตร. เพิ่มขึ้น ก็ให้กรรมการผู้ทรงฯ เพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนของ รอง ผบ.ตร.
บุคคลซึ่งเคยเป็นตำรวจ หากพ้นจากความเป็นตำรวจ เกิน ๑๐ ปี และอายุไม่เกิน ๖๕ ปี อาจได้รับการสรรหาเป็น ก.ตร.ผู้ทรงได้ แต่ต้องไม่เกิน ๑ คน
ตำแหน่งเลขานุการ ก.ตร........................ผบช. สนง.ก.ตร.
ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ........................รอง ผบช. สนง.ก.ตร.
รายชื่อกรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงฯ.................ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ก.ตร.มีอำนาจและหน้าที่..........................(ม.๓๑)
(๑) กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคล
(๒) ออกกฎ ก.ตร.
(๓) กำกับดูแล และให้มีอำนาจออกระเบียบให้ สตช.รายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ
(๔) รายงาน ครม.เพื่อพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มค่าครองชีพ

(๕) กำหนดชั้นยศที่ควรบรรจุแต่งตั้งและอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับ สำหรับวุฒิปริญญา
(๖) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม
(๗) พิจารณาอนุมัติแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับ วันเดือนปีเกิด และควบคุมการเกษียณอายุ
(๘) ในกรณีที่เห็นว่าการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของ สตช. ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตาม พรบ.นี้ ให้มีมติสั่งให้ สตช.ปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้า สตช.ไม่ปฏิบัติตามให้รายงาน นายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งต่อไป
(๙) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
(๑๐)ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พรบ.นี้ หรือกฎหมายอื่น
กฎ ก.ตร.บังคับได้ใช้เมื่อ.........................ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เพื่อความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายให้ ก.ตร.ออกกฎกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง
กฎดังกล่าวมีผลบังคับใช้ได้เมื่อ.................... ๑๘๐ วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้.................(ม.๒๐)
(๑)มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
(๒)มีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี บริบูรณ์
(๓)ไม่เป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาข้าราชการการเมืองหรือที่ปรึกษา สส. หรือ สว.ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่
(๔)ไม่มีตำแหน่งในพรรคการเมือง
(๕)ไม่เป็นคนไร้ความสามมารถ เสมือนไร้ความสามารถ วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖)ไม่เป็นคนล้มละลาย
(๗)ไม่เคยได้รับโทษจำคุก เว้นแต่ประมาทหรือลหุโทษ
(๘)ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก ให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ
(๙)ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๑๐)ไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงฯ...........ให้ ก.ตร. เป็นผู้วินิจฉัย
ก.ตร. จะเป็นกรรมการใน ก.ต.ช. ในขณะเดียวกันไม่ได้.............. ยกเว้นนายก และ ผบ.ตร.
การเลือก ก.ตร.ผู้ทรงฯให้ดำเนินการ ดังนี้............................................
(๑ การเลือก กรรมการผู้ทรงฯ ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ก)(ผู้ซึ่งเคยรับราชการตำรวจในตำแหน่ง ผบช./เทียบเท่าขึ้นไป) ให้ ผกก. พงส.ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งเทียบเท่าเป็นผู้เลือก
(๒) การเลือก กรรมการผู้ทรงฯ ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ข)(ผู้ไม่เป็นข้าราขการตำรวจ) ให้ ก.ตร.โดยตำแหน่ง และ ก.ตร.ผู้ทรงตาม มาตรา ๓๐ (๒) (ก) เป็นผู้เลือก แล้วเสนอไปยัง ครม. เมื่อได้รับอนุมัติจาก ครม.แล้วให้นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ พร้อมกับ ก.ตร.ผู้ทรงตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก)
การเลือก ก.ตร.ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ก) ให้ประธาน ก.ตร.รับสมัคร แล้วจัดส่งบัญชีรายชื่อโดยเรียงตามลำดับตัวอักษรไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่า.................๔๐ วัน
การเลือก ก.ตร.ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ก) ให้ผู้ที่ได้รับคะแนนมากตามลำดับเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้ามีผู้ได้คะแนนเท่ากันจนเป็นเหตุให้สามารถเรียงลำดับผู้รับเลือกตามจำนวนได้..........................................
......ให้ประธาน ก.ตร.ทำการจับฉลาก
กรรมการ ก.ตร.ผู้ทรง ฯให้วาระการดำรงตำแหน่งได้คราวละ........... ๔ ปี วาระเดียว
ให้กรรมการ ก.ตร. ผู้ทรงฯซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ.................... ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงฯ ที่ได้รับเลือกใหม่เข้ารับหน้าที่
นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระกรรมการผู้ทรงฯ จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ...............................
(๑) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
(๒) ก.ตร.มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม
(๓) ตาย / มีอายุครบ ๗๐ ปีบริบูรณ์ / ลาออก
(๔) สมัครรับเลือกตั้ง หรือได้รับแต่งตั้งเป็นคณะผู้บริหารท้องถิ่น
ในกรณี ก.ตร.ผู้ทรงฯ ตามมาตรา ๓๐ (๒)(ก) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ......ให้ผู้มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อในอันดับแรกเป็นกรรมการแทน และให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงฯตามมาตรา ๓๐(๒)(ข) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระให้ดำเนินการเลือกแทนตำแหน่งที่ว่าง หากมีกำหนดเวลาไม่ถึง ๒ ปี ..........ไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่ง
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงฯจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระใหดำเนินการจัดให้มีการเลือกใหม่ภายในเวลา..................................ไม่เกิน ๖๐ วัน ก่อนครบวาระ
องค์ประชุม ก.ตร....................ต้องมี ก.ตร.มาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง ของจำนวน ก.ตร.ทั้งหมด
ในกรณีที่ประธาน ก.ตร.ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้...........ให้กรรมการ ก.ตร.ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน
การประชุม.............................ให้ประธาน ก.ตร.เป็นผู้เรียกประชุม ในกรณีที่กรรมการ ก.ตร.ไม่น้อยกว่า ๖ คนร้องขอให้เรียกประชุม ให้ประธานกรรมการ เรียกประชุมภายใน ๗ วันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
ในกรณีที่ ก.ตร.มีหน้าที่ตาม พรบ.นี้..............ให้ ผบ.ตร.เป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.ตร. แต่ไม่ตัดสิทธิ์กรรมการคนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ

ลักษณะที่ ๖ ระเบียบข้าราชการตำรวจ

ตำแหน่งและการกำหนดตำแหน่ง...............มีทั้งหมด ๑๓ ตำแหน่ง ตั้งแต่ ผบ.ตร. ถึง รอง ผบ.หมู่ ที่น่าสังเกตุคือตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ เทียบเท่ากับตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.
จะกำหนดให้มีตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นโดย.............ก.ตร.เป็นผู้กำหนด ในกฎ ก.ตร.
การกำหนดให้มีตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้มีเฉพาะเท่าที่จำเป็น..........เมื่อหมดความจำเป็นให้ยุบตำแหน่งนั้น
จะให้มีตำแหน่งใด เท่าใด คุณสมบัติอย่างใด จะมียศหรือไม่รวมตลอดถึงการตัดโอนจากส่วนราชการหนึ่งไปส่วนราชการหนึ่ง.....................ให้เป็นไปตามที่ ก.ตร. กำหนด
การกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ ผบก. พงส.ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือเทียบเท่า ขึ้นไป..........................ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. ก่อน
ให้ พงส. ได้รับเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่..................... ก.ตร. กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
พงส. ให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ดังนี้....................................
(๑)พงส. เมื่อดำรงตำแหน่งและได้รับเงินเดือนตามที่ ก.ตร.กำหนด อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้ชำนาญการ (สว.)
(๒)พงส. ผู้ชำนาญการ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปีและได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของ ส.๓ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้ชำนาญการพิเศษ ( รอง ผกก.)
(๓)พงส. ผู้ชำนาญการพิเศษ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปีและได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของ ส.๔ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้ทรงคุณวุฒิ (ผกก.)
(๔)พงส. ผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปี และได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของส.๕ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้เชี่ยวชาญ (รอง ผบก.)
(๕)พงส. ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปีและได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของ ส.๖ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว พร้อมทั้งมีตำแหน่งว่าง ให้ผู้นั้นเป็น พงส.ผู้เชี่ยวชาญ พิเศษ (ผบก.)
การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งของ พงส......................ให้นำปริมาณและคุณภาพของสำนวนการสอบสวนมาประกอบการพิจารณา ตามหลักเกณฑ์ ระเบียบของ ก.ตร.
การแต่งตั้ง พงส. จะมีจำนวนเท่าใด มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาเพียงใด........................................ให้เป็นไปตามระเบียบของ ก.ตร.
การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจตาม พรบ.นี้..............ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามที่กำหนดในระเบียบของ ก.ตร.
การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ ชั้นประทวน ชั้นสัญญาบัตร.................................ให้บรรจุจากบุคคลที่ได้รับคัดเลือก หรือสอบแข่งขันได้
ผู้ที่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ...........ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง มีกำหนดไม่น้อยกว่า ๖ เดือน
หลักเกณฑ์หรือวิธีการคัดเลือกหรือสอบแข่งขัน.........ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
ผู้ดำเนินการคัดเลือกหรือสอบแข่งขัน........... ผบ.ตร.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ให้แต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ดังนี้..................
(๑) ผบ.ตร. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.อ.
(๒) จเรตำรวจแห่งชาติ , รอง ผบ.ตร. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ท. / พล.ต.อ.
(๓) ผช.ผบ.ตร. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ท.
(๔) ผบช. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ต. / พล.ต.ท.
(๕) รอง ผบช. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ต.
(๖) ผบก. และพงส.ผู้เชี่วชาญพิเศษ โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.อ.(พิเศษ) / พล.ต.ต.
(๗) รอง ผบก. และพงส.ผู้เชี่ยวชาญ แต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.อ.
(๘) ผกก. และพงส.ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.ท. / พ.ต.อ.
(๙) รอง ผกก. และพงส.ผู้ชำนาญการพิเศษ แต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.ท.
(๑๐) สว. และพงส.ผู้ชำนาญการ แต่งตั้งจาก ยศ ร.ต.อ. / พ.ต.ท.
(๑๑) รอง สว. และพงส. แต่งตั้งจาก ยศ ร.ต.ต. ขึ้นไปไม่สูงกว่า ร.ต.อ.
(๑๒) ผบ.หมู่ แต่งตั้งจาก ยศ ส.ต.ต. ขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่า ดาบตำรวจ
(๑๓) รอง ผบ.หมู่ แต่งตั้งจาก ชั้น พลตำรวจ
ตำแหน่ง ๒ ถึง ๑๓ อาจแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าด้วยก็ได้

หลักเกณฑ์การแต่งตั้ง
ตำแหน่ง
ผบ.หมู่ หรือ รอง ผบ.หมู่ อาจได้รับคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง สว.และพนักงานสอบสวนได้.....................ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
รอง ผบ.หมู่ อาจได้รับคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่ได้..........ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ผบ.ตร.

นายก....คัดเลือกชื่อ – นำเสนอ.......กตช. (พิจารณา).......นายก....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ


จเรตำรวจแห่งชาติ ,รอง ผบ.ตร. (๒)
ผู้ช่วย ผบ.ตร. (๓)
ผบช. (๔)

ผบ.ตร.......คัดเลือกชื่อ – นำเสนอ......ก.ตร. (พิจารณา)......นายก....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ

รอง ผบช. (๕)
ผบก. (๖)
(ใน สนง.ผบ.ตร.)

ผบ.ตร....คัดเลือก(รับฟังข้อเสนอแนะจาก ผบช.ที่เกี่ยวข้อง..เสนอ....กตร.
(เห็นชอบ)........นายก.....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ

รอง ผบช. (๕)
ผบก. (๖)
(ที่ไม่สังกัด สนง.ผบตร.)

ผบช....เสนอ.....ผบ.ตร.
เห็นว่า ยังไม่เหมาะสม....ทำความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะ และเหตุผล

เห็นว่า เหมาะสม................เสนอ....ก.ตร.(เห็นชอบ)....นายก....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ




รอง ผบก. (ลงมา)

ใน สนง. ผบ.ตร.
ผบ.ตร.....แต่งตั้ง...โดยที่
ผบก.ที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอ
และมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบ
* หากไม่เป็นที่ยุติ ให้.....ผบ.ตร. ชี้ขาด
ไม่สังกัด สนง. ผบ.ตร.
ผบช...........แต่งตั้ง....โดยที่
ผบก.ที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอ
และมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบ
*หากไม่เป็นที่ยุติ ให้.... ผบ.ตร. ชี้ขาด


ผกก. (ลงมา)......ไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิม

ใน บช. ที่สังกัด สนง.ผบ.ตร.
ผบช. .......แต่งตั้ง โดย รับฟังข้อเสนอแนะจาก ผบก.ที่เกียวข้อง
ใน บก. ที่สังกัด สนง.ผบก.ตร.
ผบก. .........แต่งตั้ง
....................................................

ใน บช. อื่น
ผบก. .........แต่งตั้ง









การแต่งตั้ง รอง ผบช. ลงมา จากส่วนราชการหนึ่ง ไปส่วนราชการหนึ่ง
รอง ผบช.
ผบก.
ระหว่าง สนง.ผบ.ตร. และ บช. อื่น
ผบ.ตร. และ ผบช. .........ตกลงกัน
ผบ.ตร. ....เสนอ....ก.ตร. .......นายก......นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ
.........................................................
ระหว่าง บช. อื่น
ผบช. ที่เกี่ยวข้อง........ตกลงกัน ถ้า
ตกลงกันได้
ผบช.ที่ประสงค์จะแต่งตั้ง.....เสนอ.....ผบ.ตร. .....เสนอ.....ก.ตร....นายก..นำความฯ
ตกลงกันไม่ได้
ผบ.ตร. , ผบช. ที่เกี่ยวข้อง......ทำความเห็นและข้อเสนอแนะ.....เสนอ......ก.ตร.


รอง ผบก. ลงมา

ระหว่าง สนง. ผบ.ตร. และ บช. อื่น
ผบ.ตร. และ ผบช.ที่เกี่ยวข้อง.........ตกลงกัน
ผบ.ตร. / ผบช.
ที่ประสงค์จะแต่งตั้ง......เป็นผู้แต่งตั้ง


ระหว่าง บช. อื่น
ผบช. ที่เกี่ยวข้อง........ตกลงกัน
*ผบช.ที่ประสงค์จะแต่งตั้ง...............เป็นผู้แต่งตั้ง

ในกรณีที่ ผบ.ตร. เห็นว่า
๑. การแต่งตั้งของ ผบช. ไม่เป็นธรรม
๒.ไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ ที่ ก.ตร. กำหนด
๓. กรณีต้องดำเนินการทางวินัย
๔. และมีความจำเป็น ให้ รอง ผบช. (ลงมา)
- พ้นจากหน้าที่
-พ้นจากพื้นที่
-หรือมีเหตุพิเศษ ตามที่ ก.ตร. กำหนด ให้
ผบ.ตร.......แต่งตั้ง
* โดยที่ในตำแหน่ง รอง ผบช. และ ผบก. ผบ.ตร. ....เสนอ ก.ตร...เห็นชอบ

การสั่งให้ข้าราชการตำรวจ
๑. สำรองราชการ
๒. พ้นจากตำแหน่งหน้าที่
ให้
๑. นายก......เป็นผู้สั่ง สำหรับตำแหน่ง..................ผบ.ตร.
๒. ผบ.ตร...เป็นผู้สั่ง สำหรับตำแหน่ง...................ตร. ทุกตำแหน่ง
๓. ผบช.....เป็นผู้สั่ง สำหรับตำแหน่ง....................ตร. ใน บช. (หรือเทียบเท่า)
การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการอื่น.............จะกระทำได้ต่อเมื่อเจ้าตัวสมัครใจและส่วนราชการอื่นนั้นต้องการ


การสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน ให้

ส.๖
ผบ.ตร......เป็นผู้สั่ง สำหรับ ระดับ. ส.๗ เมื่อ ก.ตร. ..เห็นชอบ
ส.๘
การเลื่อนขั้นเงินเดือนตั้งแต่ระดับ ส.๕ ลงมา..................ให้เป็นไปตามระเบียบ ก.ตร.

การเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเกิน ๒ ขั้น.... ต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.เป็นพิเศษเฉพาะราย

ขั้นเงินเดือน

๑ พล.ต.อ. (ตำแหน่ง ผบ.ตร.) ให้รับอัตราเงินเดือน.........................ส.๙
๒ พล.ต.อ..........................................................................................ส.๘
๓ พล.ต.ท..........................................................................................ส.๗
๔ พล.ต.ต...........................................................................................ส.๖
๕ พ.ต.อ.(พิเศษ)...............................................................................ส.๕
๖ พ.ต.อ............................................................................................ส.๔
๗ พ.ต.ท............................................................................................ส.๓
๘ พ.ต.ต............................................................................................ส.๒
๙ ร.ต.อ. ,ร.ต.ท. ,ร.ต.ต.....................................................................ส.๑
๑๐ ด.ต. ..............................................................................................ป.๓
๑๑ จ.ส.ต.(พิเศษ)................................................................................ป.๒
๑๒. จ.ส.ต. , ส.ต.อ. , ส.ต.ท. , ส.ต.ต...................................................ป.๑
๑๓. พลฯสำรอง...................................................................................พ.๑
* ยศ ๒ ถึง ๑๓ ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าก็ได้โดยตราเป็น กฤษฎีกา
ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว...........ตามที่กำหนดในกฤษฎีกา
ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน เงินเพิ่มอื่น.......ตามที่ ครม. กำหนด
ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่ประจำในต่างประเทศ หรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ..............ตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

การรักษาราชการแทน

ผู้สั่ง ตำแหน่ง
๑. นายกรัฐมนตรี...................................................................ผบ.ตร.
๒. ผบ.ตร. ............................................................................. จเรตำรวจแห่งชาติ
รอง ผบ.ตร. หรือเทียบเท่าลงมา
๓. ผบช. หรือเทียบเท่า.......................................................... ผบก.
พงส.ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (ลงมา)
ในส่วนราชการนั้น



๔. ผบก. หรือเทียบเท่า......................................................... ผกก.
พงส.ผู้ทรงคุณวุฒิ (ลงมา)
ในส่วนราชการนั้น
ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทน....................ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรอง / ถ้าไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ามีตำแหน่งผู้ช่วย ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย / ถ้ามีตำแหน่ง รองหลายคน ให้ผู้มีอาวุโส / ถ้าไม่มีทั้ง รอง หรือผู้ช่วยหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้มีอาวุโส เป็นผู้รักษาการแทน
อำนาจในการสั่ง การอนุญาต อนุมัติ การดำเนินการด้านอื่นที่ ผบ.ตร.จะพึงปฏิบัติตามกฎหมายในกิจการของกองบัญชาการ...............ให้ ผบช.เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร.
ในการปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร...............ผบช.อาจมอบหมายให้ รอง ผบช.ปฏิบัติราชการแทก็ได้
ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยนช์ของทางราขการหรือเพื่อระงับความเสียหายอันเกิดจากการใช้อำนาจของ ผบช...................... ผบ.ตร.จะระงับการใช้อำนาจนั้นเป็นการชั่วคราวและใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่ ก.ต.ช. กำหนด
เมื่อรับมอบอำนาจแล้ว...........ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น และจะมอบอำนาจนั้นให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้มอบอำนาจไว้เป็นกรณีไป
ในกรณีที่ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง มติ ครม. กำหนดให้อำนาจหรือหน้าที่ใดเป็นของปลัดกระทรวง..................การใช้อำนาจหรือการปฎิบัติหน้าที่ดังกล่าวของ สตช.ให้ถือเป็นอำนาจและหน้าที่ของ ผบ.ตร.

วินัยและการรักษาวินัย

กฎ ก.ตร.เรื่องจรรยาบรรณของตำรวจให้มีผลใช้บังคับ..............เมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจาฯ
การกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงได้แก่..............การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้าม ๑๘ ข้อ
การกระทำผิดวินัยร้ายแรง..........................มี ๗ ข้อ
ผู้มีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาข้าราชการตำรวจให้มีวินัยและดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดวินัยคือ.................ผู้บังคับบัญชา
เมื่อกรณีมีมูลที่ควรจะกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย..............ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที


ผู้บังคับบัญชาผู้ใด ละเลย ไม่ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดวินัย หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริต..................ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย
เมื่อมีความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการร

Tutor

  • Global Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 283


แนวข้อสอบความรอบรู้และเหตุการณ์ปัจจุบัน
1. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ มีชื่อย่อว่า
1. น.ป.ก.
2. นปช.
3. พ.ธ.ม.
4. ครม.
2. ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนปัจจุบันคือ
1. นายประพันธ์ นัยโกวิท 2. นายนาม ยิ้มแย้ม
3. นางสดศรี สัตยธรรม 4. นายอภิชาต สุขัคคานนท์
3. เมืองหลวงของประเทศลิเบียคือ
1. กรุงตริโปลี 2. กรุงแบกแดด
3. เมืองเนวปูลี 4. กรุงตริโปเลีย
4. หน่วยงานใดที่เข้าไปดูแลความสงบในลิเบียและทำสงครามกับมูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี
1. สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ 2. หน่วยรักษาสันติภาพและความมั่นคง
3. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 4. องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ
5. การแข่งขันกีฬาเอเซี่ยนเกมส์ ที่จัดแข่งขันไปเมื่อ พฤษจิกายน 2553 ที่ผ่านมามีขึ้นที่ใด
1. กวางจู 2. ฟูกูโอกะ 3. กวางโจ 4. ปูซาน
6. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นในสมัยของรัฐบาลใด
1. จอมพลถนอม กิตติขจร 2. ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
3. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 4. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

7. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ระเบิดที่ญี่ปุนมีชื่อว่าอย่างไร
1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ 2. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมิ
3. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยามากาดะ 4. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิสึ
8. ประเทศใดไม่มีทางออกสู่ทะเล
1. โปแลนด์ 2. โบลิเวีย
3. เวเนซูเอล่า 4. วานูอาตู
9. เมืองหลวงของประเทศเฮติมีชื่อว่าอย่างไร
1. ฮิสแปนิโอลา 2. ฮิสแปนิโอลา
3. ปอร์โตแปรงซ์ 4. ครีโอลเฮติ

10. บุคคลใดต่อไปนี้ไม่อยู่ในชุดคณะรัฐมนตรีของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
1. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี 2. นายศุภชัย โพธิ์สุ
3. นายอลงกรณ์ พลบุตร 4. เนวิน ชิดชอบ

11. เหตุการณ์ที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกการสิ้นสุดของสงครามเย็นคือ
1. การยุติสงครามเวียดนามใน ค.ศ. 1975
2. การทำลายกำแพงเบอร์ลินในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1989
3. การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปในช่วง ค.ศ. 1989 – 1991
4. การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1991

12. สหภาพศุลกากร (customs union) หมายถึง
1. การรวมกลุ่มโดยมีการลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างรัฐสมาชิก
2. การรวมกลุ่มโดยมีข้อตกลงระหว่างรัฐสมาชิกสำหรับการมีการค้าเสรีระหว่างกันและมีนโยบายด้านภาษีศุลกากรร่วมกัน สำหรับการค้ากับรัฐอื่นๆ ที่อยู่นอกกลุ่ม
3. การรวมกลุ่มเพื่อการค้าเสรีและการเคลื่อนย้ายแรงงานและทุนระหว่างรัฐสมาชิกโดยเสรี
4. การรวมกลุ่มในลักษณะเดียวกับตลาดร่วม (common market)

13. กระบวนการที่เรียกว่า “อนุญาตโตตุลาการ” (arbitration) หมายถึง
1. การเจรจาไกล่เกลี่ย
2. การทำความตกลงประนีประนอม
3. กระบวนการตัดสินคดีที่มีผลบังคับต่อคู่กรณี
4. กระบวนการเฉพาะในการตัดสินข้อพิพาทโดยที่ฝ่ายที่สามที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัยตัดสินโดยมีผลบังคับต่อคู่กรณี

14. เลขาธิการสหประชาชาติคนแรกชื่ออะไร
1. Dag Harmmarskjold 2. U Thant
3. Trygve Lie 4. Kurt Waldheim

15. ชื่อทางการของประเทศลาวในปัจจุบันคือ
1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
2. สาธารณรัฐประชาธิปไตยลาว
3. สาธารณรัฐประชาชนลาว
4. สาธารณรัฐสังคมนิยมลาว

16. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อยู่ในสังกัดกระทรวงใด
1. สำนักนายกรัฐมนตรี
2. กระทรวงกลาโหม
3. กระทรวงมหาดไทย
4. กระทรวงความมั่นคง
17. พระมหาชนกในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ครองราชย์สมบัติอยู่ในเมือใด
1. กรุงจัมปาปูระ
2. เมืองโพธิยาลัย
3. กรุงมิถิลา
4. นครกาลจัมปากะ

18. ตึก Pentagon คือ สถานที่ทำการของหน่วยงานใดในสหรัฐอเมริกา
1. สภาความมั่นคงแห่งชาติ
2. กระทรวงกลาโหม
3. กระทรวงการต่างประเทศ
4. หน่วยสืบราชการลับ CIA

19. เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนล่าสุด (2010) เป็นคนชาติอะไร
1. สหรัฐ 2. บังคลาเทศ
3. จีน 4. อินเดีย

20. ทะเลอาณาเขต มีความกว้างที่นับจากชายฝั่งไปเท่าใด
1. 12 ไมล์ทะเล 2. 22 ไมล์ทะเล
3. 24 ไมล์ทะเล 4. 200 ไมล์ทะเล

21. สินค้าเกษตรของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดในปัจจุบันคือ
1. อ้อย
2. ผลไม้
3. ข้าว
4. ยางพารา

22. ขณะนี้ประเทศสมาชิกของเอเซียนมีทั้งหมด
1. 6 ประเทศ
2. 8 ประเทศ
3. 10 ประเทศ
4. 12 ประเทศ


23. ประเทศสมาชิกในกลุ่มเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North America Free Trade Area) ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกตามข้อใด
1. เม็กซิโกและแคนาดา
2. แคนาดาและสหรัฐอเมริกา
3. เม็กซิโก แคนาดา และสหรัฐอเมริกา
4. ไม่มีข้อใดถูก
24. ผู้นำประเทศของโลกคนใดที่อยู่ในตำแหน่งได้นานที่สุด
1. เฟอร์ดินาน มาคอส ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์
2. คิมอิลซุง ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ
3. มหาธีร์ โมฮาหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
4. ฟิเดล คาสโต ประธานาธิบดีคิวบา


25. จังหวัดใดไม่อยู่ในเขตปริมณฑล
1. นนทบุรี
2. ปทุมธานี
3. สมุทรสงคราม
4. สมุทรปราการ

26. พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เป็นข้อตกลงว่าด้วย
1. การลดปริมาณการปล่อยก๊าซปฏิกิริยาเรือนกระจกที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น
2. การควบคุมการขนส่งผลิตภัณฑ์ตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)
3. การช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาซึ่งยากจนที่สุด
4. การควบคุมกากนิวเคลียร์

27. นายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งเป็นระยะเวลาสั้นที่สุดคือบุคคลใด
1. พลเอก สุจินดา คราประยูร
2. นายทวี บุญเกต
3. นายปรีดี พนมยงค์
4. นายควง อภัยวงศ์

28. ประธานองค์มนตรีคนปัจจุบันคือ
1. นายสัญญา ธรรมศักดิ์
2. พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์
3. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
4. ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์

29. หญ้าชนิดใดป้องกันการพังทลายของดินได้
1. หญ้าแฝก
2. หญ้าหนวดแมว
3. หญ้าคา
4. หญ้าแพรก

30. วิคตอเรีย พอยท์ หรือเกาะสอง อยู่ตรงข้ามกับจังหวัดใดของไทย
1. ชุมพร 2. ระนอง
3. กาญจนบุรี 4. ตาก

31. ประเพณีบุญบั้งไฟจัดขึ้นที่จังหวัดใดเป็นประจำทุกปี
1. ขอนแก่น 2. อุดรธานี
3. อุบลราชธานี 4. ยโสธร
32. ประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1. ปาปัว นิวกินี 2. ไต้หวัน
3. พม่า 4. เวียดนาม


33. การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปีใด
1. ปี 2550 2. ปี 2551
3. ปี 2552 4. ปี 2557

34. นครหลวงของประเทศติมอร์ตะวันออกคือ
1. กรุงเดลี 2. กรุงดิลี
3. กรุงดิเล 4. กรุงเดเล

35. ประเทศใดเป็นสมาชิกอาเซียนประเทศหลังสุด
1. กัมพูชา 2. ลาว
3. ติมอร์ตะวันออก 4. พม่า


36. Power Point หมายถึง
1. อุปกรณ์ชี้ด้วยแสงเลเซอร์
2. โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้นำเสนอรายงาน
3. จุดรวมลมปราณ
4. จุดรวมพลก่อนโจมตีข้าศึก


37. ศอ.บต.คือ
1. ศูนย์อำนวยการองค์การบริหารส่วนตำบล
2. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
3. ศูนย์อำนวยการบริหารตลาดหลักทรัพย์
4. ศูนย์อำนวยการบริหารการเลือกตั้งในต่างประเทศ
38. ในปี พ.ศ. 2555 กรุงเทพฯ สถาปนาครบรอบ
1. 200 ปี 2. 210 ปี
3. 220 ปี 4. 230 ปี

39. ประเทศไทยมีเขตแดนติดต่อกับประเทศใด
1. เวียดนาม 2. อินโดนีเซีย
3. จีน 4. ผิดทุกข้อ


40. ต่อไปนี้ ข้อความใดไม่ถูกต้องมากที่สุด
1. ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าประเทศมาเลเซีย
2. ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก แต่สินค้าอาหารมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 50 ของสินค้าออกทั้งหมดของไทย
3. องค์การการค้าโลกเป็นองค์กรระดับโลกแต่มีประเทศสมาชิกไม่ถึง 100 ประเทศ
4. เอเปค เป็นเวทีปรึกษาหารือของประเทศสมาชิกที่อยู่ในย่านเอเชียแปซิฟิก


41. เมื่อธนาคารกลางเพิ่มปริมาณเงิน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ
1. ราคาพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น
2. ค่าเงินบาทเพิ่มสูงขึ้น
3. ราคาสินค้าลดต่ำลงแล้วจึงเพิ่มสูงขึ้น
4. ผิดทุกข้อ


42. ต่อไปนี้ ความร่วมมือใดที่ไทยมิได้เป็นสมาชิก
1. NAFTA 2. AFTA 3. ASEM 4. APEC


43. การประชุม APEC ครั้งล่าสุดครังที่ 22 ปี 2553 จัดขึ้นที่
1. โฮจิมินห์ 2. โดฮา 3. ปักกิ่ง 4. ญี่ปุ่น


44. ต่อไปนี้หลักการใดมิได้เป็นหลักการของบทบัญญัติแกตต์ หรือองค์การการค้าโลก
1. NT 2. MFN
3. Rule of origin 4. GSP


45. สำนักงานใหญ่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation-NATO)
ตั้งอยู่ที่
1. นครนิวยอร์ก 2. กรุงปารีส
3. กรุงบรัสเซลส์ 4. กรุงลอนดอน

46. บุคคลใดไม่ใช่รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1. นายวรากรณ์ สามโกเศศ
2. นายสมหมาย ภาษี
3. นางอรนุช โอสถานนท์
4. นายยงยุทธ์ มัยลาภ


47. จังหวัดใดมีพลเมืองมากเป็นอันดับสองของไทย
1. นครราชสีมา
2. เชียงใหม่
3. อุบลราชธานี
4. นครศรีธรรมราช
48. นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางไปนมัสการวิหารชินโตใดที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนของประเทศที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
1. วิหารอิเซะ 2. วิหารยะซุกุนิ
3. วิหารโทโซกู 4. วิหารเรียวอันจิ
49. ข้อใดไม่สัมพันธ์กับการต่อสู้ของมหาตมะ คานธี
1. การต่อต้านการแบ่งแยกผิวและระบบวรรณะ
2. การต่อต้านการใช้กำลังรุนแรงโดยใช้หลักอหิงสา
3. การต่อต้านชาวมุสลิมในประเทศอินเดีย
4. การต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ
50. ราชเลขาธิการปัจจุบันได้แก่
1. ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์
2. ม.ล. พีระพงศ์ เกษมศรี
3. นายอาสา สารสิน
4. นายแก้วขวัญ วัชโรทัย

Tutor

  • Global Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 283


จรรยาบรรณตำรวจ
1. การพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคลทุกระดับ คำนึงถึงเรื่องใด
ก. พฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว
ข. ความสามารถ การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว
ค. ความรู้ การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว
ง. ความอาวุโส การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว

ตอบ ก. พฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว

ในการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคล ทั้งในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการหรือหน่วยเทียบเท่ากองบัญชาการ กองบังคับการ กองกำกับการ สถานีตำรวจ และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ควรคำนึงถึงพฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าวด้วย

2. กรอบแห่งการประพฤติปฏิบัติของข้าราชการตำรวจคืออะไร
ก.จรรยาบรรณตำรวจตามกฏศีลธรรม
ข.จริยธรรมและจรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือนด้วย
ค.ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร.
ง.ถูกหมด

ตอบ ค.ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร.

ให้ใช้ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร.นี้ เป็นกรอบแห่งการประพฤติปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ

3. กฎ ก.ตร. เรื่องประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ นี้ ให้ใช้บังคับเมื่อใด?
ก.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันมีพระราชโองการ
ข.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ก.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกฤษฏีกา
ก.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศกฏกระทรวง

ตอบ ข.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

4. หน่วยงานระดับใดบ้างที่ควรคำนึงพฤติกรรม การปฏิบัติตนตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ เมื่อมีการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคล ?
ก.ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข.ระดับกองบัญชาการหรือหน่วยเทียบเท่ากองบัญชาการ กองบังคับการ
ค.ระดับกองกำกับการ สถานีตำรวจ และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ง.ทุกระดับ

ตอบ ง.ทุกระดับ

ในการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคล ทั้งในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการหรือหน่วยเทียบเท่ากองบัญชาการ กองบังคับการ กองกำกับการ สถานีตำรวจ และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ควรคำนึงถึงพฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าวด้วย

5.หน่วยใดทำหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจ ?
ก.โรงเรียนพระปริยยัติธรรมทุกแห่ง
ข.ศูนย์วัฒธรรมแห่งประเทศไทย
ค.กระทรวงศึกษาธิการ
ง.กองบัญชาการศึกษา

ตอบ. ง.กองบัญชาการศึกษา

ให้กองบัญชาการศึกษาทำหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจ มีหน้าที่กำหนดตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ รวมทั้งรณรงค์ ส่งเสริม ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ กำหนดหลักสูตร พัฒนาและฝึกอบรมข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ รวมทั้งสร้างเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมจริยธรรมและจรรยาบรรณของข้าราชการตำรวจให้เทียบเท่าระดับสากล

6.หากผู้บังคับบัญชาไม่สอดส่องดูแลการประพฤติตามประมวลจริยธรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ถือว่าใครเป็นผู้จงใจละเมิดฝ่าฝื่นประมวลจริยธรรม
ก. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอดส่องดูแล
ข.ให้จเรตำรวจแห่งชาติรับหน้าที่ติดตาม
ค.ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นจงใจละเมิด หรือ ฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมนั้น
ง.ถูกหมด

ตอง ค.

7. จเรตำรวจมีหน้าที่และอำนาจอย่างไรบ้าง?
ก.ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ
ข.ให้ความเป็นธรรมในการร้องทุกข์ผู้ใต้บังคับบัญชา
ค.ทำหน้าที่แทน ผบ.ตร.ทุกอย่างที่มอบหมาย
ง.ถูกหมด

ตอบ ก.

8.สตช.วางระเบียบเกี่ยวกับการรายงานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกี่วันนับแต่ กฎ ก.ตร.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา?
ก. 7 วัน ข. 15 วัน ค.30 วัน ง.45 วัน

ตอบ ง.45 (9 – 10 )

9.การสอดส่องดูแลการรักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจเป็นหน้าที่ของใคร
ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข.ผบ.ตร. ค.ผู้บังคับบัญชาทุกคน ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.( มาตรา

10.สถาบันการฝึกอบรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องนำประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจไปกำหนดแป็นเรื่องใด?
ก.กำหนดเป็นระเบียบในอำนาจหน้าที่เพื่อใช้บังคับตำรวจ
ข.กำหนดเป็นกฎ กระทรวงเพื่อความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติตนของตำรวจทุกหน่วย
ค.กำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
ง.กำหนดเป็นระเบียบปฏิบัติเพื่อความรับผิดชอบ ผู้บังคับบัญชา

ตอบ ค.กำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ

Tutor

  • Global Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 283


“ ตะลุย ” แนวข้อสอบ วิชา จริยธรรม

1. หลักธรรมใดหมายถึงการบำเพ็ญตนเพื่อเกื้อกูล หรือทำประโยชน์แก่สังคม ?   
ก. อริยสัจ 4
ข. อิทธิบาท 4
ค. พรหมวิหาร 4
ง. สังคหวัตถุ 4

2. หลักธรรมใดกล่าวถึงหน้าที่ของบุคคลในสังคม ?   
ก. ทิศ 6
ข. อิทธิบาท 4
ค. พรหมวิหาร 4
ง. สังคหวัตถุ 4

3. ธรรมเป็นโลกบาล คือการคุ้มครองโลก ตามข้อใด ?
ก. หิริ   
ข. โอตตัปปะ
ค. โสรัจจะ
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.

4. ธรรมอุปการะ “ สติ ” หมายความว่าอย่างไร ?
ก. ความรู้ตัว   
ข. ความอดทน
ค. ความระลึกได้
ง. ความละอายแก่ใจ

5. ธรรมอันทำให้งาม “ ขันติ ” หมายความว่าอย่างไร ?
ก. ความรู้ตัว   
ข. ความอดทน
ค. ความระลึกได้
ง. ความละอายแก่ใจ

6. โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป ตรงกับธรรมใด ?
ก.   ธรรมเบื้องต้น
ข.   ธรรมมีอุปการะ
ค.   ธรรมอันทำให้งาม
ง.   ธรรมเป็นโลกบาล

7. ปัจจุบัน วันจาตุรงคสันนิบาต ตรงกับวันใดของไทย ?   
ก. วันมาฆบูชา
ข. วันวิสาขบูชา
ค. วันเข้าพรรษา
ง. วันออกพรรษา

8. ปัจจุบัน พุทธบริษัท 4 ที่ไม่มีแล้ว คือข้อใด ?   
ก. พระภิกษุณี
ข. พระภิกษุ
ค. อุบาสก
ง. อุบาสิกา

9. หลัก “ กาลามสูตร ” ตรงกับข้อใดต่อไปนี้ ?
ก. การไม่ยึดติดกับสิ่งใด
ข. การเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมะ
ค. การรู้จักเอาอกเอาใจผู้อื่น
ง. การไม่ปักใจเชื่อในสิ่งใดง่ายๆ

10. การที่มนุษย์ รู้จักสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน อยู่ในหลักธรรมเรื่องใด ?
ก. ทิศ 6
ข. อิทธิบาท 4
ค. พรหมวิหาร 4
ง. สังคหวัตถุ 4



11. จุดหมายปลายทางสูงสุดของพุทธศาสนา คือข้อใด
ก. การทำความดี   
ข. ละเว้นความชั่ว
ค. การทำจิตใจให้ผ่องใส
ง. การหลุดพ้นจากกิเลสเรื่องเศร้าหมองทั้งปวง

12. คำว่า “ สมณะ ” ตามศัพท์ คือข้อใดต่อไปนี้ ?
ก. ผู้สงบแล้ว   
ข. ผู้ที่ออกบวช
ค. ผู้ที่ถือศีล 10   
ง. พระสงฆ์ที่เจริญแล้ว

13. พี่ดอย กำลัง จะออกจากบ้านได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทัก พี่ดอยเชื่อว่าจะโชคร้าย ตรงกับข้อใดต่อไปนี้
ก. ความหึง
ข. ความหลง
ค. ความเครียด
ง. ความเห็นแก่ตัว

14. หน้าที่ ที่สำคัญที่สุดของบุตรในการเลี้ยงดูบิดา-มารดา คือข้อใดต่อไปนี้ ?
ก. พาท่านไปเที่ยวบ่อยๆ
ข. ให้เงินท่านใช้ตลอดเวลา
ค. ดูแลท่านให้มีความสุข
ง. เชื่อถือศรัทราตามคำสอน

15. วิธีการใดที่ใช้ฝึก เรื่องการพัฒนาจิตใจของคนได้ดีที่สุด ?
ก. การถือศีล
ข. การบำเพ็ญภาวนา
ค. การทำงานอย่างดี
ง. การช่วยเหลือผู้อื่น

16. คำว่า “ สมาธิ ” ข้อใดถูกต้องที่สุด ?
ก. ความคิดริเริ่ม
ข. ความหยั่งรู้เรื่องราว
ค. ความตั้งมั่นของจิต
ง. ความตั้งใจอย่างแน่วแน่

17. เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คือข้อใดต่อไปนี้ ?
ก. สติ
ข. สมาธิ
ค. ตัณหา
ง. นิโรธ

18. ข้อใด คือ ธรรมะสำผู้นำหรือผู้ปกครองที่ดี ?
ก. อริยสัจ 4
ข. อิทธิบาท 4
ค. สังคหวัตถุ 4
ง. พรหมวิหาร 4


19. ข้อใด คือ ธรรมะที่หมายถึงความลำเอียง ?
ก. อคติ 4
ข. อิทธิบาท 4
ค. สังคหวัตถุ 4
ง. พรหมวิหาร 4


20. ข้อใด คือ ธรรมะที่เป็นความจริงอันประเสริฐ ?
ก. อริยสัจ 4
ข. อิทธิบาท 4
ค. สังคหวัตถุ 4
ง. พรหมวิหาร 4

Tutor

  • Global Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 283


แนวข้อสอบกฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2553

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-02-02)
กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2553

1. กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2553 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วัน

ก. 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ข. 45 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ค. 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ง. 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ตอบ ค.

2. ในการแต่ตั้งข้าราชการตำรวจตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. ควรคำนึง พฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคล

ข. พิจารณาจากความรู้ความสามารถ

ค. ต้องผ่านอบรมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ

ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ก.

3. หน่วยงานใดทำหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณภาพของข้าราชการตำรวจ

ก. กองบัญชาการศึกษา ข. สถาบันฝึกอบรม

ค. จเรตำรวจแห่งชาติ ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.

4. กองบัญชาการศึกษามีหน้าที่อะไร

ก. กำหนดชี้วัดและหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานข้าราชการตำรวจที่ประพฤติดีเยี่ยม

ข. รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่กำหนดกำหนดหลักสูตรพัฒนาและฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ

ค. สร้างเครื่องข่ายทั้งภายในและภายนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อส่งเสริมจริยธรรมและ จรรยาบรรณของข้าราชการตำรวจ

ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ง.

5. การประกาศเชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานใด

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. ก.ตร.

ค. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ง. ผู้อำนวยการกองบัญชาการศึกษา

ตอบ ข.

6. การประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานและข้าราชการตำรวจในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจต้องกระทำเมื่อใด

ก. ทุกๆ 3 เดือน ข. ทุกๆ 6 เดือน

ค. ทุกๆ 1 ปี ง. ทุกๆ 2 ปี

ตอบ ค.

7. หน่วยงานใดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทีต้องนำประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจไปกำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. กองบัญชาการศึกษา

ค. สถานบันการฝึกอบรม ง. ทุกหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ค.

8. หน่วยงานใดมีอำนาจและหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. กองบัญชาการศึกษา

ค. สถานบันการฝึกอบรม ง. ทุกหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.

9. หน่วยงานใดมีหน้าที่สอดส่องดูแลการรักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. กองบัญชาการศึกษา

ค. สถานบันการฝึกอบรม ง. ทุกหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.

10. ข้อใดคืออำนาจและหน้าที่ของจเรตำรวจแห่งชาติ

ก. ให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ข. จัดทำคู่มือและคำอธิบายแนวทางปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม

ค. สอดส่องดูแลการักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ง.

11. หากข้าราชการตำรวจผู้ใดละเด ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจจนเป็นที่เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสำนักงานตำรวจแห่งชาติข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. ให้จเรตำรวจแห่งชาติรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและแจ้งผู้บังคับบัญชาในระดับกองบัญชาการหรือหน่วยงานเทียบเท่ากองบัญชาการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ข. จเรตำรวจแห่งชาติรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ทันที

ค. จเรตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้ข้าราชตำรวจดังกล่าวหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะได้รายานให้ผู้ บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ

ง. จเรตำรวจแห่งชาติรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้ทำคำสั่งถึงข้าราชการตำรวจดังกล่าว ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะมีการสอบสวนเสร็จ

ตอบ ก.

12. หากพบว่าหน่วยงานตำรวจใดละเมิน ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ หากเห็นสมควรจเรตำรวจแห่งชาติจะมอบหมายให้ใครไปกำกับและติดตามการสอบข้อเท็จจริง

ก. รองจเรตำรวจแห่งชาติ ข. จเรตำรวจแห่งชาติ

ค. รองจเรตำรวจ ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ง.

13. ใครมีอำนาจและหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งแห่งชาติ ข. ผู้บัญชาการกองการกองการศึกษา

ค. ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทุกระดับ ง. ผู้กำกับการสถานีตำรวจ

ตอบ ค.

14. หากผู้บังคับบัญชาหน่วยงานใดพบว่ามีการละเมิด ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจและไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. จเรตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

ข. ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นจงใจไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ค. จเรตำรวจแห่งชาติโดยความเห็นชอบของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้หยุดปฏิบัติ หน้าที่ได้ทันที

ง. ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นกระทำผิดวินัยร้ายแรง

ตอบ ข.

15. การที่ข้าราชการตำรวจพบว่าผู้บังคับบัญชาของตนละเมิดไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจสามารถดำเนินการอย่างไรได้

ก. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่

ข. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสองลำดับชั้น

ค. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสามลำดับชั้น

ง. ให้รายงานต่อจเรตำรวจแห่งชาติทันที

ตอบ ค.

16. จากข้อ 15 หากผู้บังคับบัญชาที่ตนรายงานมิได้ดำเนินการอย่างไรข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นกระทำความผิดวินัยร้ายแรง

ข. สามารถรายงานถึงจเรตำรวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ค. ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันต่อจเรตำรวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการตำแห่งชาติ

ง. สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ได้เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่

ตอบ ข.

17. หากราชการตำรวจผู้ใดพบว่าหน่วยงานตำรวจใดละเมินหรือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่

ข. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสองลำดับชั้น

ค. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสามลำดับชั้น

ง. ให้รายต่อจเรตำรวจแห่งชาติทันที

ตอบ ค.

18. หากข้าราชการตำรวจพบว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดละเมิดหรือไม่ปฏิบัติประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจสามารถดำเนินการอย่างไรได้

ก. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่

ข. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสองลำดับชั้น

ค. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสามลำดับชั้น

ง. ให้รายต่อจเรตำรวจแห่งชาติทันที

ตอบ ค.

19. หน่วยงานใดหน้าที่เสนอความเห็นต่อ ก.ตร. เพื่อแก้ไขปรับปรุงประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งแห่งชาติ ข. ผู้บัญชาการกองการศึกษา

ค. ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทุกระดับ ง. ผู้กำกับการสถานีตำรวจ

ตอบ ก.

20. ผู้ใดสามารถส่งข้อเสนอหรือความเห็นเกี่ยวกับการประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจไปยังจเรตำรวจแห่งชาติได้

ก. ข้าราชการตำรวจทุกระดับ ข. หน่วยงานตำรวจทุกระดับ

ค. ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทุกระดับ ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข

ตอบ ง.

21. เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับรายงานว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจให้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงหรือตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายในกี่วัน

ก. 7 วัน ข. 15 วัน

ค. 30 วัน ง. 60 วัน

ตอบ ข.

22. ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง

ก. เป็นประมวลที่ใช้บังคับเฉพาะข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเท่านั้น

ข. คุณธรรม ค่านิยมหลัก และอุดมคติของตำรวจเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้ข้าราชการตำรวจอยู่ในศีลธรรมและคุณธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางชี้ข้าราชการตำรวจบรรลุถึงปณิธานของการเป็น ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ค. จริยธรรมของตำรวจคือ ประมวลความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ของชาชีพตำรวจที่ ข้าราชการตำรวจต้องยึดปฏิบัติ

ง. จรรยาบรรณของตำรวจ คือ คุณความดีเป็นข้อประพฤติตนและปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจเพื่อให้ประชาชนชนศรัทธาเชื่อมั่นและยอมรับ

ตอบ ข.

Tutor

  • Global Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 283


แนวข้อสอบ กฏหมายปกครอง 2539

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-02-02)
สรุปแนวข้อสอบ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

1. การพิจารณาของอธิดีกรมการปกครอง ต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

2. การเตรียมการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง , การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง , การเตรียมการของเจ้าหน้าที่เพื่อออกกฎ, การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อออกกฎ คือวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง

3. การออกระเบียบ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

4. การประกาศเตือน ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

5. พระราชบัญญัติไม่ใช่กฎ

6. การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง คือการพิจารณาทางปกครอง

7. เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ถ้า คู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี , ญาติของคู่กรณี , นายจ้างของคู่กรณี หรือเป็นคู่กรณีเองไม่ได้

8. ถ้ากรณีเคยเป็นลูกจ้างของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ทำการพิจารณาทางปกครองได้

9. คู่กรณีไม่มีสิทธินำทนายความของตนเข้ามาในการพิจารณาทางปกครองได้

10. คู่กรณีไม่มีสิทธิแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใดแทนตนในการพิจารณาทางปกครอง

11. เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิห้ามการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนของคู่กรณีที่ไม่ทราบข้อเท็จจร ิงในเรื่องที่พิจารณาทางปกครองอย่างพียงพอ

12. เมื่อมีการแต่งตั้งตัวแทนร่วมของคู่กรณีๆ จะยกเลิกการให้ตัวแทนร่วมดำเนินการแทนตนมิได้

13. ในการพิจารณาทางปกครองเจ้าหน้าที่จะต้อง แจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณีทราบ , ให้คู้กรณีมีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ , ให้คู่กรณีมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงหลักฐานของตนเอง , ไม่อนุญาตให้ตรวจดูเอกสารหรือพยานหลักฐานได้ ในกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ

14. คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำสั่งด้วย

15. คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย

16. คำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย เจ้าหน้าที่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้เสมอ

17. คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน จะไม่เสียไปถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลังถือว่าใช้ได้

18. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่ไม่ออกโดยรัฐมนตรี ต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วัน

19. คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ต้องอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครอง คู่กรณีสามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้

20. คำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ไม่สามารถอุทธรณ์ได้แต่สามารถฟ้องศาลปกครองได้

21. หากได้รับการวินิจฉัยความผิดถึงที่สุด และเห็นว่าคำสั่งทางปกครองที่ได้รับไม่เป็นธรรม สามารถฟ้องศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง

22. เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์

23. การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง

24. กรณีเห็นด้วยกับอุทธร์ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองตามความเห็นของตน

25. กรณีไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ให้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์

26. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่รู้ถึงเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้น

27. ผู้ที่ไม่รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองในขณะที่รับคำสั่งทางปกครอง สามารถอ้างความเชื่อโดยสุจริตได้เมื่อถูกเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

28. ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น

29. การยื่นขอให้พิจารณาใหม่ ต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่วันผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่

30. เจ้าหน้าที่อาจยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ชำระเงินตามกำหนดของคำสั่งทางปกครอง

31. คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ละเว้นกระทำ หากฝ่าฝืนต้องชำระค่าปรับทางปกครองไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อวัน

32. คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการด้วยตนเองได้

33. เจ้าหน้าที่อาจใช้กำลังเข้าดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตราการบังคับทางปกครองได้ หากมีการต่อสู้ขัดขวาง

34. การแจ้งคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่จะกระทำด้วยวาจาก็ได้

35. การแจ้งทางไปรษณีย์ต้องแจ้งโดยไปรษณีย์ตอบรับเท่านั้น

36. การแจ้งภายในประเทศให้ถือว่าได้รับเมื่อครบกำหนด 7 วันนับตั้งแต่วันส่ง

37. การแจ้งคำสั่งทางปกครองจะกระทำได้โดยการประกาศในหนังสือพิมพ์ ในกรณี ไม่รู้ตัวผู้รับ กรณีรู้ตัวแต่ไม่รู้ภูมิลำเนา กรณีมีผู้รับเกิน 100 คนขึ้นไป

38. ในกรณีประกาศหรือลงหนังสือพิมพ์ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันได้แจ้ง

39. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้นับวันสิ้นสุดของระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน แม้วันสุดท้ายจะเป็นวันหยุดการทำงาน

40. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่สามารถจะเป็นพยานในการส่งหนังสือเพื่อแจ้งคำสั่งทางปกครองในกรณีผู้รับไม่ยอมรับห รือไม่มีผู้รับ

41. ค่าปรับทางปกครองมี 4 ระดับคือ 20,000 บาทสำหรับคณะกรรมการ และรัฐมนตรี

42. 15,000 บาทสำหรับปลัด อธิบดี ผู้ว่าฯ

43. 10,000 บาทสำหรับนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้แทนของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ

44. 5,000 บาทสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่นๆ ส่วนเอกชนที่ใช้อำนาจทางปกครองต้องเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายไปทั้งนี้ไม่เกิน 1.000 บาท

45. ชั้นศาลปกครองได้แก่ ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด

46. ศาลปกครองชั้นต้นแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองส่วนภูมิภาค

47. ในวาระแรกกฎหมายได้กำหนดให้จัดตั้งศาลปกครองในรูปภูมิภาคจำนวน 16 แห่ง

48. การเปิดทำการของศาลปกครองในภูมิภาค กฎหมายกำหนดให้เปิดทำการไม่น้อยกว่าปีละ 7 ศาล

49. คดีที่ไม่อยู่ในศาลปกครองมี ,การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลแรงงาน , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลล้มละลาย

50. การฟ้องในคดีโต้แย้งคำสั่งทางปกครองต้องฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

51. การฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

52. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครอง

53. ผู้ที่จะได้แต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ต้องมีอายุ 35 ปี

54. ก.ศป. หมายถึงตุลาการศาลปกครอง

55. คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมี 13 คน

56. องค์คณะของศาลปกครองชั้นต้นต้องมีอย่างน้อย 3 คน

57. สำนักงานศาลปกครองเป็น หน่วยงานอิสระ

58. ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธารกรรมการตุลาการศาลปกครองสูงสุด

59. การฟ้องคดีที่ศาลปกครองในกรณีขอให้ศาลปกครองสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้เงิน ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ร้อยละ 2.5 ไม่เกิน 200,000 บาท

60. การฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือสัญญาทางปกครอง จะต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

Tutor

  • Global Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 283


1.คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฏหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ฯ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง
ก การสั่งการ
ข การอนุญาต
ค การวินิจฉัยอุทธรณ์
ง การออกกฎ
2.เจ้าหน้าที่ในข้อใดที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
ก เป็นคู่หมั้นของคู่กรณี
ข เป็นญาติของคู่กรณี
ค เป็นนายจ้างของคู่กรณี
ง ทุกข้อที่กล่าวมาจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
3.การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง กรณีคำสั่งใดไม่ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ ฯให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นภายในกี่วัน
ก 15
ข 30
ค 60
ง 90
4.คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือวาจาหรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ
ก ต้องระบุวัน เดือนและ ปีที่ทำคำสั่ง
ข ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
ค ลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
ง ถูกทุกข้อ
5.คำสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่เมื่อใด
ก ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไป
ข วันที่ออกคำสั่งทางปกครอง
ค วันที่ระบุในคำสั่งทางปกครอง
ง วันที่ผู้นั้นเซนต์รับคำสั่งทางปกครอง
6.การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายในกี่วัน
ก 15
ข 30
ค 60
ง 90
7.ผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหาย เนื่องจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองได้ ต้องรองขอค่าทดแทนดังกล่าวได้ภายในกี่วัน นับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น
ก 1 ปี
ข 180
ค 120
ง 90
8.คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่ากี่วัน.. ซึ่งถ้าไม่มีการปฏิบัติตาม คำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สิน...ฯ
ก 90
ข 30
ค 15
ง 7
9.ข้อใดต่อไปนี้หมายความว่า “กฎ”ตามพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ก พระราชกฤษฎีกา
ข กฎกระทรวง
ค ประกาศกระทรวง
ง ทุกข้อ
10.ในกรณีที่มีคู่กรณีเกินห้าสิบคนยื่นคำขอให้มีคำสั่งทางปกครองในเรื่องเดียวกัน โดยไม่มีการกำหนดให้บุคคลใด เป็นตัวแทนร่วมของตน ให้เจ้าหน้าที่ในเรื่องนั้นแต่งตั้งบุคคล ดังข้อใดเป็นตัวแทนร่วมของบุคคลดังกล่าว
ก แต่งตั้งบุคคลที่คู่กรณีคัดเลือกเป็นตัวแทนร่วม
ข แต่งตั้งบุคคลที่คู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเป็นตัวแทนร่วม
ค แต่งตั้งคู่กรณีฝ่ายข้างมากเห็นชอบเป็นตัวแทนร่วม
ง แต่งตั้งคู่กรณีที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นตัวแทนร่วม
..............................................................................................
1-ง 2- ง 3-ก 4-ง 5-ก 6-ง 7-ข 8-ง 9-ง 10-ค

3. พรบ. วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง 2539


เนื้อหาสำคัญๆที่มักจะออกสอบ มีดังนี้..


3.1 ข้อยกเว้นการบังคับใช้ พรบ. นี้

มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่

(๑) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
(๒) องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
(๓) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
(๔) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
(๕) การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
(๖) การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
(๗) การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทาง ยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุก คามทั้งภายนอกและภายในประเทศ
(๘) การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
*(๙) การดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนา

การยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่ การดำเนินกิจการใดหรือกับหน่วยงานใดนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามข้อเสนอของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง



3.2 คำสั่งทางปกครอง

ความหมาย

มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้

"คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า

(๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่นการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(๒) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง



หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง มีดังนี้...

มาตรา ๓๔ คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือวาจาหรือโดยการสื่อ ความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้

จากบทบัญญัติดังกล่าจึงพอสรุปได้ว่า รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง มีอยู่ 3รูปแบบด้วยกัน คือ
1. การทำคำสั่งทางปกครองด้วยวาจา
2. การทำคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือ
3. การทำคำสั่งทางปกครองด้วยวิธีอื่น ที่ต้องมีข้อความหรือความหมายชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ เช่น สัญญานไฟจราจร เป็นต้น


หลักเกณฑ์ในการทำคำสั่งทางปกครองด้วยวาจา

มาตรา ๓๕ ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองเป็นคำสั่งด้วยวาจา ถ้าผู้รับคำสั่งนั้นร้องขอและการร้องขอได้กระทำโดยมีเหตุอันสมควรภายในเจ็ด วันนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งนั้นต้องยืนยันคำสั่งนั้นเป็นหนังสือ

หลักเกณฑ์ในการทำคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือ

มาตรา ๓๖ คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุ วัน เดือนและปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น


หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้เหตุผลในการออกคำสั่งในทางปกครอง

มาตรา ๓๗ คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำ สั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ
(๒) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง
(๓) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

นายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายอาจประกาศในราชกิจจา นุเบกษากำหนดให้คำสั่งทางปกครองกรณีหนึ่งกรณีใดต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่ง นั้นเองหรือในเอกสารแนบท้ายคำสั่งนั้นก็ได้

บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้
(๑) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น
(๒) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก
(๓) เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามมาตรา ๓๒
(๔) เป็นการออกคำสั่งทางปกครองด้วยวาจาหรือเป็นกรณีเร่งด่วน แต่ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันควรหากผู้อยู่ในบังคับของคำ สั่งนั้นร้องขอ



ผลของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง

มาตรา ๔๑ คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์

(๑) การออกคำสั่งทางปกครองโดยยังไม่มีผู้ยื่นคำขอในกรณีที่เจ้าหน้าที่จะดำเนิน การเองไม่ได้นอกจากจะมีผู้ยื่นคำขอ ถ้าต่อมาในภายหลังได้มีการยื่นคำขอเช่นนั้นแล้ว

(๒) คำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ถ้าได้มีการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลัง

(๓) การรับฟังคู่กรณีที่จำเป็นต้องกระทำได้ดำเนินการมาโดยไม่สมบูรณ์ ถ้าได้มีการรับฟังให้สมบูรณ์ในภายหลัง

(๔) คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อนถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง

เมื่อมีการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้ว และเจ้าหน้าที่ผู้มีคำสั่งทางปกครองประสงค์ให้ผลเป็นไปตามคำสั่งเดิม ให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นบันทึกข้อเท็จจริงและความประสงค์ของตนไว้ในหรือแนบไว้ กับคำสั่งเดิมและต้องมีหนังสือแจ้งความประสงค์ของตนให้คู่กรณีทราบด้วย

กรณีตาม (๒) (๓) และ (๔) จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตามส่วนที่ ๕ ของหมวดนี้ หรือตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการนั้น หรือถ้าเป็นกรณีที่ไม่ต้องมีการอุทธรณ์ดังกล่าวก็ต้องก่อนมีการนำคำสั่งทาง ปกครองไปสู่การพิจารณาของผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความถูกต้องของคำสั่งทาง ปกครองนั้น


การกำหนดเงื่อนไขในการออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่

มาตรา ๓๙ การออกคำสั่งทางปกครองเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดข้อจำกัดดุลพินิจเป็นอย่างอื่น

การกำหนดเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในกรณีดังต่อไปนี้ ตามความเหมาะสมแก่กรณีด้วย
(๑) การกำหนดให้สิทธิหรือภาระหน้าที่เริ่มมีผลหรือสิ้นผล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
(๒) การกำหนดให้การเริ่มมีผลหรือสิ้นผลของสิทธิหรือภาระหน้าที่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน
(๓) ข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่งทางปกครอง
(๔) การกำหนดให้ผู้ได้รับประโยชน์ต้องกระทำหรืองดเว้นกระทำหรือต้องมีภาระ หน้าที่หรือยอมรับภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบบางประการ หรือการกำหนดข้อความในการจัดให้มี เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มข้อกำหนดดังกล่าว

3.3 การทบทวนคำสั่งทางปกครอง มี 3กรณี คือ
1 การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง
2 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง
3 การขอให้พิจารณาใหม่



การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง

ความหมาย

หมายถึง การที่คู่กรณีซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครอง ได้ทำการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองเพื่อขอให้มีการการทบทวนคำสั่งทางปกครอง โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้


ขั้นแรก

มาตรา ๔๔ ภายใต้บังคับมาตรา ๔๘ ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทาง ปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว

คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย

การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองเว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง


ขั้นที่สอง

มาตรา ๔๕ ให้เจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง พิจารณาคำอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ในกรณีที่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้ดำเนินการ เปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองตามความเห็นของตนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย

ถ้าเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็น พร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วัน ที่ตนได้รับรายงาน ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนด เวลาดังกล่าว ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบ กำหนดเวลาดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ผู้ใดจะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้กับกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

ผลของคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ อาจถูกเพิกถอนคำสั่งได้ตามหลักเกณฑ์ต่างๆใน มาตรา ๔๙ - ๕๓


การขอให้พิจารณาใหม่

มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้...

มาตรา ๕๔ เมื่อคู่กรณีมีคำขอ เจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองที่พ้นกำหนดอุทธรณ์ตามส่วนที่ ๕ ได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) มีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

(๒) คู่กรณีที่แท้จริงมิได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองหรือได้เข้ามาใน กระบวนการพิจารณาครั้งก่อนแล้วแต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วม ในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง

(๓) เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจที่จะทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น

(๔) ถ้าคำสั่งทางปกครองได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด และต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะ เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี

การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) หรือ (๓) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคู่กรณีไม่อาจทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณาครั้งที่ แล้วมาก่อนโดยไม่ใช่ความผิดของผู้นั้น

การยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้



3.4 คู่กรณีในทางปกครอง

ความหมาย

มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้
"คู่กรณี" หมายความว่า ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำอั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะ ถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง

สาระสำคัญของผู้ที่อาจเป็นคู่กรณีในทางปกครอง มีดังนี้

มาตรา ๒๑ บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคล อาจเป็นคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตที่สิทธิของตนถูกกระทบ กระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

มาตรา ๒๒ ผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองได้ จะต้องเป็น
(๑) ผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ
(๒) ผู้ซึ่งมีบทกฎหมายเฉพาะกำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้ แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์
(๓) นิติบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา ๒๑ โดยผู้แทนหรือตัวแทนแล้วแต่กรณี
(๔) ผู้ซึ่งมีประกาศของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายในราชกิจจา นุเบกษากำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้ แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์


3.5 สิทธิโต้แย้งของคู่กรณี

มาตรา ๓๐ ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมี โอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
(๑) เมื่อมีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสีย หายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
(๒) เมื่อจะมีผลทำให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว้ในการทำคำสั่งทางปกครองต้องล่าช้าออกไป
(๓) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเองได้ให้ไว้ในคำขอ คำให้การหรือคำแถลง
(๔) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทำได้
(๕) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง
(๖) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ

มาตรา ๓๑ คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น คู่กรณีไม่มีสิทธิขอตรวจดูเอกสารอันเป็นต้นร่างคำวินิจฉัย
การตรวจดูเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการตรวจดูเอกสาร หรือการจัดทำสำเนาเอกสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๓๒ เจ้าหน้าที่อาจไม่อนุญาตให้ตรวจดูเอกสารหรือพยานหลักฐานได้ ถ้าเป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ



3.6 มาตราการบังคับทางปกครอง

มาตรา ๕๖ เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้ มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในส่วน นี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนโดยเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น เอง ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์หรือผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความถูกต้องของคำ สั่งทางปกครองดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใต้ บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นเป็นผู้ดำเนินการก็ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธี การที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองใช้มาตรการบังคับทาง ปกครองเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของคำสั่งทางปกครอง โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด

พิจารณาจากบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว การบังคับทางปกครอง จึงหมายถึง การดำเนินการของเ้จ้าหน้าที่โดยใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับประชาชนที่่มี
ภาระผูกพันต้องปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครอง(มาตรา 56 วรคหนึ่ง)ขอบเขตของการบังคับทางปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ


1.ในด้านเนื้อหาของคำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครองที่จะบังคับทางปกครองได้นั้นจะต้องเป็นคำสั่งทางปกครอง ประเภทที่ต้องมีการบังคับการให้เป็นไปตามเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ของคำสั่ง ทางปกครองเท่านั้น มีความสมบูรณ์ในตัวเองไม่จำเป็นต้องบังคับทางปกครองต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่จะได้แก่ คำสั่งทางปกครองที่เป็นการใช้สิทธิหรือรับรองสิทธิของประชาชนผู้รับคำสั่ง ทางปกครอง เช่น ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานหรือหนังสือรับรองสัญชาติ เป็นต้น คำสั่งทางปกครองที่มีเนื้อหาในลักษณะดังกล่าวก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องมีการ บังคับทางปกครอง

2.ในด้านตัวบุคคลที่จะถูกบังคับทางปกครอง

บุคคลที่จะถูกบังคับทางปกครอง ได้แก่ ประชาชนที่มีความผูกพันต้องปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง การบังคับทางปกครองจึงไม่ใช้กับเจ้าหน้าที่(หมายถึงหน่วยงานของรัฐด้วยกัน) เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 55)